ล่า’เจ้าเทพโยธิน’อ้างรัชทายาทรัฐมอญ ตุ๋นเหยื่อ300ล้าน

ล่า’เจ้าเทพโยธิน’อ้างรัชทายาทรัฐมอญ ตุ๋นเหยื่อ300ล้าน เจ้าของบ.รับเหมาก่อสร้าง ให้ปากคำดีเอสไอถูก “เจ้าเทพโยธิน-บ.ฮัจยี” หลอกเขียนสัมปทาน 78 โครงการในรัฐมอญ ระบุหลงเชื่อคำโฆษณาได้ผลประโยชน์คืน 2-3 ร้อยล้านบาท

 

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายชาณนท์ (สงวนนามสกุล) เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง พร้อมด้วยผู้เสียหายอีกหลายราย เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ เพื่อให้ปากคำกรณีถูกกลุ่มบริษัทฮัจยี กรุ๊ป จำกัด และพวกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน โดยศูนย์วิเคราะห์ข้อมูลของดีเอสไอพบกลุ่มบุคคลอ้างเป็นด็อกเตอร์ บริษัทฮัจยีฯ โดยนางสุภัตทา จันทรรังษี เป็นประธานกรรมการบริษัท ร่วมกับนายกอว มิน ยู หรือ เจ้าเทพโยธิน มหาทุน สัญชาติพม่า ซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าแห่งรัฐมอญ สร้างเรื่องหลอกนักธุรกิจไทยให้ร่วมลงทุนที่รัฐมอญ ในประเทศพม่า โดยพฤติกรรมกลุ่มผู้ต้องหาจะแบ่งหน้าที่กันทำ มีบริษัทฮัจยีกรุ๊ป ได้สร้างภาพให้ผู้ร่วมลงทุนหลงเชื่อว่ามี เจ้าเทพโยธิน มหาทุน รัชทายาทรัฐมอญ ให้สัมปทานก่อสร้างเมกะโปรเจค 78 โครงการ อาทิ ศูนย์ราชการ สนามบิน ทำให้มีบริษัทในไทยกว่า 100 แห่ง เข้าร่วมลงทุน จากนั้นจะถูกชักชวนให้ร่วมเป็นสมาชิกมูลนิธิอาสาบรรเทาภัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสมาชิกสามารถบริจาคเพื่อซื้อชั้นยศ พล.ต.ต.บริจาค 50,000 บาท พล.ต.ท.บริจาค 80,000 บาท โดยผู้บริจาคจะได้รับเครื่องแบบคล้ายพนักงานรัฐ 2 ชุด พร้อมตราสัญญาลักษณ์และชั้นยศ ใช้สำหรับใส่ไปร่วมงานการกุศลต่างๆ รวมถึงแต่งไปร่วมพบกษัตริย์ของรัฐมอญในประเทศพม่า  ที่ผ่านมาจึงพบเห็นคนแต่งกายคล้ายข้าราชการแต่ติดเครื่องหมายผิดเพี้ยนไปถูกนำมาเผยแพร่ในโซเซียลมีเดีย

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวอีกว่า การตรวจสอบยังพบสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับว่าจ้างเป็นรายเดือนให้มาทำข่าวบริษัทฮัจยีและเจ้าเทพโยธิน รวมถึงการเชิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับจังหวัดไปร่วมงานเปิดตัวโครงการและงานการกุศลต่างๆ จึงทำให้ประชาชนหลงเชื่อนำเงินไปร่วมลงทุน ขณะที่การเข้าตรวจค้นพบหลักฐานเอกสารที่นางสุภัตทาปลอมขึ้นมา จึงชี้ชัดว่าเรื่องราวทุกอย่างเป็นเรื่องโกหก รวมถึงข้อมูลที่ระบุว่าบริษัทฮัจยีมีทุนจดทะเบียน 500,000 ล้านบาท เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทใหญ่ในไทยยังไม่มีทุนจดทะเบียนสูงเท่ากับบริษัทฮัจยี และจากหลักฐานดังกล่าวสามารถออกหมายจับผู้ต้องหา 3 คน จับกุมแล้ว 2 ราย ขาดเพียงเจ้าเทพโยธินที่หลบหนีอยู่ในประเทศพม่า ขณะนี้ได้ประสานตำรวจสากลและฝ่ายความมั่นคงให้ติดตามหาตัว คาดว่าจะจับกุมตัวได้เร็วๆนี้ และจะขยายผลออกหมายจับบุคคลในภาครัฐที่ร่วมขบวนการ โดยคนกลุ่มนี้ถือเป็นตัวการสำคัญ รวมถึงสื่อมวลชนที่เป็นตัวการหลักในการนำเสนอข่าวสารให้กับบริษัทฮัจยี

“พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว และได้ขยายผลไปถึงความผิดอื่นๆ เช่น ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน ซึ่งได้ประสานให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว และขอฝากไปถึงเจ้าเทพโยธิน ซึ่งสับสนในตัวเองบางครั้งก็อ้างตัวเป็นรัชทายาท บางครั้งโกหกมากๆ ก็ลืมอ้างตัวเป็นกษัตริย์รัฐมอญ และขู่จะฟ้องกลับดีเอสไอ  ให้ออกมามอบตัวเพราะตอนนี้มีหมายจับแล้ว ถ้ามั่นใจว่าเป็นเจ้าจริงขอให้ปรากฏตัว เพราะคนเชื้อสายมอญก็อยากพบตัวเจ้าเทพโยธินมาก” รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าว

รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวต่อว่า สำหรับเลขามูลนิธิอาสาบรรเทาภัย ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการตำรวจเกษียณอายุราชการ ได้ติดต่อขอเข้าให้ปากคำในวันนี้ เบื้องต้นก็อ้างว่าถูกบริษัทฮัจยีหลอกเช่นกัน และการตรวจสอบพบว่ามูลนิธิแอบอ้างใช้ชื่อสตช. จึงได้สั่งให้ปลดป้ายสาขาทั่วประเทศออกทั้งหมด และดำเนินคดีปลอมแปลงเอกสาร เพราะสตช.ไม่เคยอนุญาตให้นำชื่อ สตช.ไปจดทะเบียนตั้งมูลนิธิ

ด้านนายชาณนท์ ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนและผู้ประกอบการหลายรายเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทฮัจยี โดยเพื่อนที่ร่วมลงทุนได้ชักชวนให้สมัครเป็นสมาชิกมูลนิธิบรรเทาสาธารณภัยด้วย ที่ผ่านมาตนได้เขียนแบบโครงการทั้ง 78 โครงการ โดยมีสัญญาว่าจ้าง 20 ล้านบาท แต่ไม่เคยได้ลงมือก่อสร้างโครงการจริง และยังไม่เคยได้รับค่าจ้าง ยอมรับว่าหลงเชื่อร่วมทุนเพราะฟังการโฆษณาชวนเชื่อว่าลงทุน 1 สัมปทาน วงเงิน 1-2 แสนบาท จะได้รับผลประโยชน์กลับมา 200-300 ล้านบาท จึงขอเตือนผู้ที่กำลังตัดสินใจจะร่วมลงทุนไม่ให้หลงเชื่อ ทุกอย่างเป็นเรื่องหลอกลวง  ส่วนผู้ที่ยังร่วมทุนอยู่ขอให้รีบเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ก่อนที่สถานะผู้ร่วมทุนจะกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์